BananaClick.com  
http://bananaclick.velocall.com/  
Search for by  

10 ประโยคที่ทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบ ยถาโนมิคส์
Item Code : yatha001

ท่านผู้อ่าน … เคยสังเกตไหมว่า ประเทศเราต้องประสบกับชะตากรรมทุก ๆ 3 ปี ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศที่มีปัญหาสารพัดอย่างอินเดีย จีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม มีความก้าวหน้าในการแก้ชะตากรรมของประเทศอย่างเห็นได้ชัดในห้วงระยะเวลาเดียวกันกับของเรา

ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเราแสนดีหนักหนา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีทรัพยากร มีบรรพบุรุษที่เสียสละ ผู้ยิ่งใหญ่ แล้วทำไมประเทศไทยเราถึงพายเรือวนในกะลา (เล็กกว่าอ่างเสียอีก) คือทำท่าเดินหน้า 1 ก้าว แล้วถอยหลัง 2 ก้าว ทำให้มีวิกฤติการณ์ใหญ่ ๆ เกือบทุก ๆ 3 ปี ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งก็คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า

1. เข็ดแล้ว ทำไมไม่จำ – เราเป็นชาติที่เรียนประวัติศาสตร์ไม่เป็นหรือ? ถึงได้ผิดซ้ำซากเรื่องเดิม

2. หากสังคมมีการกระตุกในทุก ๆ 3 ปี อย่างนี้ เราจะมีพัฒนาการต่อเนื่องได้อย่างไร เหมือนกับการตั้งอธิบดีที่อายุจะเกษียณในอีก 1 ปีข้างหน้า แล้วท่านจะไปมีเวลาพัฒนาได้อย่างไร แค่รับคำอวยพร ไปเยี่ยมหน่วยงาน เปิดงานการกุศล ก็หมดเวลาไปเลี้ยงหลานแล้ว

3. หรือประเทศไทยเราถูกสาปเหมือน อิสราเอล เลบานอน อัฟกานิสถาน ฯ ล ฯ แต่ประเทศที่เคยถูกสาปมาก่อน ก็ดิ้นรนจนแก้ปัญหาได้ เช่นเวียดนามที่ทำสงคราม 2000 ปี ยังมีพัฒนาการมากกว่าไทย จีนที่มีปัญหาความอดยาก หรืออย่างอิสราเอลที่ต่อสู้กว่า 4000 ปี เพื่อจะได้มีประเทศของตนเอง แล้วประเทศไทยเราที่สาปตัวเองเสียมากกว่า (เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ เราก่อกันเอง ไม่ได้มีปัจจัยภายนอกเลย) กลับไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดพ้นคำสาปของตัวเองได้

4. หรือเรากำลังรอให้ วีรบุรุษจากประเทศอื่นมาช่วยเรา (ท่านเชื่อหรือว่า จะมีคนจากที่อื่นเข้าใจ และหวังดีกับเราขนาดนั้นป

ผู้เขียนเชื่อว่า เพราะเรามีวิธีการตั้งประโยค และคำถามที่นำเราไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบที่เรียกว่า ยถาโนมิคส์ อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยคนไทย เพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ที่เราได้ยินอยู่บ่อย ๆ ตามสื่อ ข้าราชการ ประชาชนถามกันเองดังนี้

1. ทำแล้ว (เรียนแล้ว ) ได้อะไร?  เป็นประโยคที่ผู้เขียนได้ยินบ่อยที่สุด โดยเฉพาะเวลาไปเป็นวิทยากร ซึ่งผู้เขียนก็มักจะย้อนว่า “ถ้าไม่ทำแล้วเราจะเสียเท่าไร?” เพราะหากทำแล้วได้อะไร ก็แปลได้ว่า ถ้าไม่ทำก็ไม่เสีย คือเท่าทุน แต่ในสังคมการแข่งขันกับนานาประเทศในปัจจุบันนี้ หากเราไม่ทำ คือเสีย กับเสีย และเสีย ไม่ได้แปลว่า ถ้าไม่ทำ ก็ไม่เสีย แต่เป็น
• เสียโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้า
• เสียโอกาสของการทดลองเรียนรู้ เพราะอนาคตไม่มีใครตอบได้ และยิ่งเป็นเรื่องของเราเอง ไม่มีใครสามารถมาตอบแทนเราได้ว่า “จะได้อะไร” หนังสือเล่มเดียวกัน เด็กนักเรียนยังอ่านแล้วสอบได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการกระทำอย่างเดียวกันจึง “ได้” ต่างกันตามแต่ละบุคคล กระบวนการหนึ่งของการเสริมปัญญาได้มาด้วยการทดลอง หากเราไม่ทดลองชีวิตเราเอง ก็เหมือนกับดูคนอื่นกินพริก แล้วหวังว่าเราจะเผ็ดไปด้วยกับเขานั้น แสดงว่าเรามีจินตนาการมากเกินไปแล้ว
• เสียจิตวิญญานของความเป็นมนุษย์ ทุกครั้งที่เราถามว่าจะได้อะไร เป็นการตอกย้ำกับจิตใต้สำนึกของเราเองตลอดเวลาว่า เราเป็นผู้รับ และเป็นการรับแบบไม่มีเหตุผลเสียด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่า ฉันต้องทำอะไรเป็นการตอบแทน คือฉันควรได้ โดยไม่ต้องทำอะไร แบบจตุคามรุ่น “รวยไม่มีเหตุผล” เหมือนนักศึกษาลอกข้อสอบส่ง แล้วสอบผ่าน แถมยังคาดหวังว่า บริษัทที่จะจ้างตนเข้าทำงานต้องให้รายได้กับตนดีกว่าคนอื่น เพราะเกรดตัวเองดีกว่าคนอื่น หากเรามีคนกลุ่มนี้ทำงานในภาคสังคมเยอะ ๆ ก็เท่ากับทำลายอนาคตของบุตรหลานเราเอง เพราะเราได้ของปลอมมาใช้
จะได้จะเสียอะไร ก็ขึ้นกับตัวท่านเองในการค้นหา หาใช่หน้าที่ของคนอื่นไม่ และเราควรจะเปลี่ยนเป็นถามตัวเองทุก ๆ วันว่า “หากเราไม่ทำ ไม่เรียน ไม่เปลี่ยน เราจะเสียอะไรบ้าง” อย่ามองทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย แต่ควรมองความพยายามของเราเป็นการลงทุนแทน

2. เดี๋ยวก็มีคนมารับผิดชอบ ดูแล ?
เป็นประโยคที่สื่อสารไม่ต่างจากประโยคแรกคือ แสดงถึงความเป็นเด็ก ที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เดี๋ยวจะมีคนมาดูแล ไม่ว่าเราจะทิ้งขยะ ขับรถปาดหน้า เห็นคนเอาเปรียบสังคมเช่น จอดรถกีดขวางทางเท้า เอาที่สาธารณะไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ก่อสร้างสะพานลอย ถนน โดยผู้รับเหมาก่อมลภาวะ ใช้พื้นที่ในการก่อสร้างเกินความจำเป็น เลยระยะเวลาก่อสร้าง รถเมล์ รถแท๊กซี่จอดรอที่ป้ายทำให้จราจรติดขัด ผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้านเอาของหลวงไปใช้ส่วนตัว คนอาสาเข้ามาทำงานสังคม เบียดบังเวลาไปประโยชน์ส่วนตัว ฯ ล ฯ เวลาเราประสบกับปัญหาเหล่านี้ มักจะบอกกับตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ ! เดี๋ยวก็มีคนมาดูแล” แต่เพราะทุกคนคิดอย่างนี้ และคนที่เอาเปรียบสังคมก็รู้เท่าทันความคิดอย่างนี้ของพวกเรา เขาถึงไม่กลัวว่าจะมีการตรวจสอบ หรือทำโทษเขาได้
เราต้องเลิกมองหาคนมารับผิดชอบตัวเรา ในขณะที่ตัวเราเองยังไม่อยากรับผิดชอบตัวเองเลย แล้วคิดหรือว่าจะมีคนมารับผิดชอบตัวเรา

3. ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร!
ก็เพราะประโยคนี้ที่ทำให้เราไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำนองเสมียนพิมพ์จดหมายเวียน แล้วไม่เคยเซฟไฟล์เดิมไว้ วันรุ่งขึ้นก็มาเริ่มต้นพิมพ์ข้อความเก่ากันใหม่ ผ่านไป 5 ปี ก็ยังไม่มีเวลาหัดแต่ง หัดเกลาจดหมายแบบใหม่ ๆ สังคมไทยเป็นสังคมที่กลัวความขัดแย้งที่สุด เห็นเรื่องความขัดแย้งเป็นทุกข์ เป็นกรรม ไม่เข้าใจธรรมชาติว่า ความขัดแย้งที่บ่มพอประมาณ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เหมือนร่างกายที่เป็นโรคบ้างจะมีภูมิคุ้มกัน แต่ร่างกายที่ไม่เคยปะทะอะไรเลยก็จะอ่อนแอ เราต้องหลอกร่างกายของเราให้เหนื่อยเป็นระยะ ๆ ด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงฉันใด ระบบสังคม ก็ต้องมีกระบวนการรับมือกับความขัดแย้งฉันนั้น ไม่ควรรอให้เดือดร้อน “พ่อ” หรือ “แม่” ต้องมาช่วยเราในทุกเรื่อง และที่ท่านไม่ช่วยในบางครั้ง ก็เพราะต้องการให้เราแกร่งนั่นเอง
เราต้องมองใหม่ว่า “ช่างไม่ได้ หากปล่อยไว้ ความชั่วจะสะสมและลอยนวล”

4. เราไม่มีนโยบาย , มันเป็นกติกา, อยากได้ก็ไปร้องเรียน (ฟ้องร้อง) เอง , มันเป็นกฏหมาย !
ด้วยกรอบความคิดอย่างนี้ เราถึงแก้ปัญหาสังคม ด้วยการปัดปัญหาปัจจุบันไปเป็นปัญหาของอนาคต ซึ่งขัดกับความเชื่อของพวกเราว่า เป็นคนมีน้ำใจ สยามเมืองยิ้ม (สำหรับคนอื่น) แต่กับพวกเรากันเอง กลับมีการกลั่นแกล้ง อาทิการสร้างทางหลวงที่ไปตัดการสัญจรของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องกลายเป็นคนทำผิดกฏหมายด้วยการหันไปเป็น ชาวสวน (ขับรถย้อนศร) โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นทางหลวงแผ่นดินกว้าง 20 ช่องทางจราจร โดยมีจุดกลับรถทุก ๆ 10 กม. แล้วชาวบ้านเดิมเขาจะข้ามถนนไปซื้อกะปิฝั่งตรงข้ามได้อย่างไร หรือเด็กนักเรียนขี่จักรยานย้อนทางมา 2 กม. เพื่อไปโรงเรียน กับการทำถูกกฏด้วยการขี่จักรยานไปยังจุดกลับรถอีก 10 กม. ข้างหน้า
เราควรจะมองใหม่ว่า หากปัญหาหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็แสดงว่ากฏกติกาเดิมล้าสมัย และถ้าไม่มีนโยบายก็ทำให้มันมีนโนบายเสียซิ จะได้ไม่มีปัญหา หากนายไม่ทำ ก็ถือว่าเราโชคดีที่มีนายโง่ ทำให้เราได้มีโอกาสแสดงผลงานเด่นให้คนอื่นได้ประจักษ์ แต่หากนายเราฉลาดเริ่มลงมือทำ ก็แสดงว่าเราโชคดีที่มีนายดี ทำให้เราได้เรียนรู้ยิ่ง ๆ ขึ้น

5. คนไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ไม่ได้เป็นขี้ข้าของใคร
บ่อยครั้งที่เวลาเราเจอปัญหาขัดแย้ง ความคิดหนึ่งมักจะแล่นขึ้นหัวว่า คนไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับปัญหาที่ประสบอยู่แต่อย่างไร แต่ความคิดนี้ เป็นเสมือนถึง ทางปลดทุกข์ทางปัญญา(ด้อย) ของเราเองว่า เราเป็นไท เหมือนเวลาเราหาทางไม่ออก ก็พูดแบบ สามวา สองศอกไปเรื่อยเปื่อย ในทางกลับกัน มีนักวิชาการทั้งไทยและเทศ ศึกษาไว้ว่า จริงอยู่ถึงแม้ว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครในทางการปกครอง แต่ในด้านจิตวิญญาณแล้ว เรากลับเป็นเมืองขึ้นของทุกหลักการ ทุกศาสนา ไม่ว่าอาการคลั่งวัฒนธรรมป๊อป ยึดติดกับ how to หลักการศึกษา ทฤษฎีของฝรั่ง หลงชื่นชมยกย่องต่างชาติ เป็นต้น
คนทำงานทุกคนที่ต้องรับผิดชอบผู้ใต้บังคับบัญชา (หรือแม้แต่เกิดกับเราเอง เวลาถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิ) ต้องประสบกับปัญหาการแข็งข้อของลูกน้อง (หรือตัวเราเอง) ด้วยอากัปกริยา คำพูด ทำนองนี้ว่า “ฉันไม่ได้เป็นขี้ข้านายนะ” ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเป็นขี้ข้าหรือไม่ เพราะประเด็นคือ เมื่อเราอาสามาเป็นนักฟุตบอลก็ต้องเล่นบอล อาสามาเป็นนักมวย ก็ต้องชกมวย หรืออาสามาเป็นหญิงงามเมือง ก็ต้องรับแขก จะมาเป็นกุลสตรีไม่ได้ หากเป็นกุลสตรี ก็ต้องอาสาไปเป็นกุลสตรี ไม่เกี่ยวกับตัวตนของเราว่าดีหรือไม่ดี เราจึงยังแยกไม่ออกระหว่างคำว่า “มืออาชีพ” กับ “ทัศนคติส่วนตัว”

6. พระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง
หากสิ่งศักดิ์สิทธ์มีจริง ชาติไทยเราคงใช้หมดโควต้าแล้ว เพราะเราพึ่งท่านบ่อยเหลือเกิน และเราก็ต้องเริ่มสอนลูกหลานใหม่แล้วว่า เราไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแล้วที่จะคุ้มครองเรา หากจะมีเราก็ต้องสร้างใหม่ขึ้นมาเอง เพราะทรัพยากรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดิมได้ถูกใช้สอยไปจดหมดสิ้นแล้ว ด้วยปู่ย่าตายายของเรา
ท่านพระพรมคุณาภรณ์เคยเทศน์อยู่บ่อย ๆ ว่า “หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็จะช่วยเสริมแรงกับความพยายามของเรา” ผู้เขียนว่า ลำพังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีอิทธิฤทธิ์พอที่จะช่วยคนไทยทั้ง 65 ล้านคน โดยละเลยคนทั้งโลกอีก 6000 ล้านคน หากเป็นเช่นนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เพราะท่านลำเอียงช่วยคนที่ไม่พยามยามที่จะช่วนตัวเองมาตั้งนานแล้ว

7. ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
หนังสือเรียนไทย ยังพร่ำสอนว่า “เมืองไทยในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทั้ง ๆ ที่เราต้องไปจับปลาในน่านน้ำเขมร อินโดนีเซียมาตั้งนานแล้ว ส่วนข้าว เราก็ปลูกน้อยกว่าเวียดนามเสียอีก หากเราเป็นประเทศที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริง พ.ศ นี้ เราคงไม่ประสบกับปัญหาการปิดโรงงานไปแล้วกว่า 33 แห่งตั้งแต่ต้นปีพ.ศ 2550 ถึงเดือนสิงหาคมในปีเดียวกัน ไม่ใช่มีงาน แต่เพราะค่าแรงเราแพงกว่าประเทศอื่น แปลเป็นไทยคือ เราทำงานไม่คุ้มค่าแรง นั่นหมายความว่า (แปลอีกที) เราทำงานแบบไม่มีมูลค่าเพิ่ม แปลอีกทีได้ว่า เราทำงานด้วยความสามารถแบบแผ่นเสียงตกร่อง คือใช้ความสามารถเดิมเมื่อ 30 ปีที่แล้วมาทำงาน โดยหวังที่จะได้เงินเดือนเท่ากับมาตรฐานในพ.ศ นี้ หากท่านเป็นเจ้านาย เชื่อว่า ท่านก็คงฉลาดพอที่จะไม่จ้างคนทำงานประเภทนี้เช่นกัน
บทเรียนใหม่ที่เราควรสอนลูกหลานคือ “ในน้ำมีมลภาวะจากอุตสาหกรรมตกยุค ในนาถูกแปลงเป็นคอนโดร้าง ตลาดแรงงานต้องการคนเก่งกว่าคนที่เก่งที่สุดในปัจจุบันอีก 5 เท่าจากที่เราเรียนอยู่ในวันนี้” และต้องสอนใหม่ว่า “หากไม่ต้องการประสบกับการตกงานอีกในอนาคต เราต้องสร้างงานใหม่ขึ้นทุก ๆ 3 ปีด้วยตัวเอง”

8. ถ้าเรียนแล้วได้เป็นเจ้าคนนายคน
การศึกษาคือรากฐานของคนไทย เลิกเห็นการศึกษาเป็นหนทางการได้โชคลาภ เพราะมันเป็นเพียงแผนที่เบื้องต้นเท่านั้น จะเดินหลงทางหรือไม่ ก็ยังไม่มีหลักประกัน การศึกษา จึงไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การเรียนรู้ด้วยตนเองต่างหากที่เป็นยาวิเศษ ต่างตรงที่อย่างแรกมีคนรับรู้ เฉลิมฉลองในการเรียนรู้เรื่องที่ล้าสมัยแล้ว และมักจะใช้ไม่ค่อยได้ แต่อย่างหลัง ทำเอง บรรลุเอง และยั่งยืนกว่า ลองถามตัวเองดูสิว่าเรื่องที่เราเรียนมา กับงานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันขนาดไหน หลายคนจบวิศวกรรมมา แต่มาทำงานด้านบุคคลากร คนจบด้านบุคคลากรไปเป็นนักข่าว เป็นต้น
ต้องเปลี่ยนใหม่ว่า “การเรียนรู้ด้วนตนเอง คือรากฐานของอนาคตของเรา และชาติ”

9. ได้สั่งการไปแล้ว สังคมไทยทำงานด้วยปากเสียส่วนใหญ่ หากปัญหาง่ายแค่สั่งการได้ด้วยคำพูด ไม่ต้องลงรายละเอียด แบบแผน หรือใช้ความสามารถ ก็แสดงว่า คนไทยที่ไม่เป็นใบ้ทุกคนสามารถเป็นใหญ่เป็นโตหมดทุกคน เวลาผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางในการแก้ปัญหา หรือรับมือกับวิกฤต น่าจะให้รายละเอียดมากกว่าแค่บอกว่า “ได้สั่งการไปแล้ว” ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการปลูกฝังค่านิยมกับเยาวชนรุ่นหลังว่า การแก้ปัญหานั้นง่าย เพียงแค่ได้เป็นเจ้าคนนายคน (ถึงแม้ว่าจะได้มาด้วยการซื้อตำแหน่ง หรือเป็นมรดกทางครอบครัวก็ตาม) ก็สามารถสั่งการได้ ไม่ต้องใช้ความสามารถแต่อย่างไร มีความสามารถแค่การวิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่งก็พอ และพวกเราก็ต้องเลิกฟังแค่ว่า “การสั่งการ” ก็สามารถแก้ปัญหาได้ คงต้องลงไปดูว่า จะทำหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า อย่างไรบ้าง
หากชีวิตง่ายแค่ “สั่งการ” เหมือนอาหารตามสั่ง ชาติเราคงพัฒนาไปเยอะแล้ว

10. โลกาภิวัฒน์- ไปดูงานต่างประเทศ
เราได้ยินการกรอกหูเรื่อง “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และ “ปราชญ์ชาวบ้าน” กันทุกวัน เหมือนคำทักทายในสมัยนาซีครองเยอรมันที่เวลาเจอหน้ากันต้องตะโกนบอกว่า “ไฮ.. ฮิตเลอร์” ถึงแม้ว่าเราจะเกลียดเฮียแกขนาดไหนก็ต้องทำ มิฉะนั้นอาจจะถูกเอาไปกุดหัว เช่นกัน เราไม่เคยศรัทธาเรื่องไทย ๆ อยู่แล้ว หากไม่เป็นเรื่องโลกาภิวัฒน์ หรือ มีตัวอย่างจากต่างประเทศ หรือหากเราไม่เคยไปดูงานมาก่อน แล้วเราทำไม่ได้ เราไม่เคยศรัทธาองค์ความรู้ที่ใช้แก้ปัญหาท้องถิ่นของเราได้จริง ๆ แต่เรามักจะไปมองหาวิธีการแก้ปัญหาของคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา สูงกว่า 180 เซนติเมตร และเม็ดสีของผิวหนังพิการจนเป็นสีขาว ซึ่งประสบการณ์ทั้งหลายนั้นใช้กับสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยเกิน 35 องศา ความสูงเฉลี่ย 160 เซนติเมตร และสีผิวน้ำผึ้งอันเป็นยีนต์ที่ผ่านการพัฒนาดีกว่าแล้วไม่ได้ ..
ลองตรวจสอบดูว่า หน่วยงานที่ควรนำสังคมอย่างภาคราชการ กล้าที่จะใช้ภูมิปัญญาไทยที่แก้ไขปัญหาไทยได้แล้วไหม ?
"Please contact bananaclick@gmail.com for quotation."



Product Category ระบบการสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป veloshopping.com | เสริมพลังอีคอมเมิร์ชที่เชียงใหม่ | รายชื่อสมาชิก Banana Click Center | รายชื่อสมาชิก Mini SMEs รุ่นที่ 11 | แผนธุรกิจ | Business Fair 2005 | วันแม่ | วิธีชำระเงิน | DNA OF JAPANESE DESIGN | สร้างร้านค้าออนไลน์ | สมัครสมาชิก | สรุปคำบรรยาย Mini SME รุ่นที่ 11 | สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม | ศาสตราจารย์ ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน | สิทธิพิเศษ สมาชิก | สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ | หาพันธมิตร | ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย | ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พระราม 9 | หนังสือ | สุดยอดหมู่บ้านอุตสาหกรรมฯ | อนาคตดอทคอมไทยในปี 2006 | อบรมสัมมนา | Market place | MBA 11 | Modern Business | OTOP CITY | Pocket Book | The Power of Marketing | TOY | TV LCD | ไอทีวี บุกถ่าย Banana Click ถึงพิษณุโลก | ไปเที่ยวงาน ICT Expo 2005 | กรณีศึกษาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ | กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ | กลยุทธ์ธุรกิจในอุตสาหกรรมรถยนต์ | กล้วยตากอนามัย | ของสะสม-ของขวัญ | ความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ | ความคิดเห็น | คำแนะนำในการซื้อสินค้า | คิดเลือกสินค้า | คิดได้ขายเป็น บนโลกออนไลน์ | คำถาม-คำตอบ | คลิกชีวิตพลิกธุรกิจ | คุยคำกับคนทำเว็บไซต์ | จะใช้ IT ช่วยชาติอย่างไร | ดอทคอมเรื่องกล้วยๆ | ดันเข้าตลาด | ตลาดนัด | ธุรกิจ 3.0 (พงษ์ ผาวิจิตร) | บทความเดิม | บทความพิเศษ | ประวัติผู้จัดทำ | พัฒนาบรรจุภัณฑ์ |



Contact Information : สิทธิเดช ลีมัคเดช
URL : http://veloshopping.com
E-Mail Address :bananaclick@gmail.com

ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 517/4 ริมถนนอโศกดินแดง แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
Tel. 084-140-6000 Fax. 026421582

ความรู้เบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ Dot com School business in your hand