หุ้นส่วน 4 กลุ่ม (ต่อ)
Item Code : par011
รัฐ:
ในเกมแห่งอำนาจใหม่นี้ ต้องยอมรับว่า รัฐคือผู้เสียอำนาจต่อรองไปมากที่สุด จากอำนาจเก่าที่อ้างว่าต้องมีในการคุ้มครองประชาชนในเขตของตนจากการรุกรานของกลุ่มอื่น ด้วยการสร้างกองทัพ แต่ปัจจุบันนี้ สงครามเต็มรูปแบบเหมือนในอดีตคงเกิดขึ้นยาก รัฐจึงหันบทบาทมาพัฒนาสังคม และเป็นผู้ตั้งกฏกติกาสำหรับกำกับธุรกิจและสังคมมากขึ้น แต่กฏกติกาจะตั้งได้ มักจะตามหลังวิวัฒนาการของธุรกิจเสมอ เช่น การตั้งกติกาสำหรับผู้ที่จะเข้ามาให้บริการทางการเงิน การสื่อสารเป็นต้น แต่ปรากฏว่านวัตกรรมสมัยใหม่ทำให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าตลาดโดยไม่ต้องไปเล่นตามกฏกติกาเดิม แถมยังได้เปรียบกว่าผู้อยู่เก่าด้วยซ้ำ อย่างผู้ให้บริการผ่านเน็ตอย่าง Skype ที่ไม่ต้องมีต้นทุนสัมปทาน ไม่ต้องลงทุนในเครือข่ายชุมสาย หรือ Paypal ที่สามารถเข้ามากำหนดการโอนถ่ายเงินตราได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตเป็นธนาคารก่อน ครั้นจะมากำหนดกติกาเก็บภาษี ธุรกิจสมัยใหม่ก็มีช่องทางการค้าขายที่ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือแม้แต่การจดทะเบียนบริษัทในหมู่เกาะปลอดภาษีก็ยังทำได้
บทบาทของรัฐจึงปรับเปลี่ยนไปจากบทบาทเดิม ๆ ที่ลดน้ำหนักลง ด้วยการไปสร้างบทบาทใหม่ ๆ เพื่อคานอำนาจกับกลุ่มอำนาจอื่น ๆ ที่มีมากขึ้น เช่น
การแสวงหาความร่วมมือระหว่างรัฐด้วยกัน ด้วยการรวมกลุ่ม เพื่อต่อกรกับกลุ่มอำนาจอื่น ๆ เช่นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ องค์กรอย่างโอเปคสำหรับกำกับเรื่องน้ำมัน องค์กรเอเปคสำหรับความร่วมมือทางการค้า หรือกลุ่มจีแปดของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เสมือนหนึ่งว่า ซื้อหนึ่งได้แถมอีกแปด รายการโปรโมชั่นให้คู่ค้าเห็นว่าตนเองมีอาณาบริเวณเพิ่มขึ้น
ไปทำธุรกิจที่ไม่มีคนอยากทำ ธุรกิจมีแรงจูงใจอยู่ที่การทำกำไร หากธุรกิจใดที่เติบใหญ่จนกลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน รัฐก็ต้องหาทางลงทุน เพื่อให้ประชาชน เหมือนกับพ่อแม่ที่ยังมีมรดกไว้หลอกล่อให้ลูก ๆ ที่โตแล้วกลับมาหาบ้าง อาทิเช่น ธุรกิจสร้างถนน ที่ครั้งหนึ่งถนนเป็นเรื่องของการลงทุนและเก็งกำไรของเหล่านักลงทุนสร้างถนนที่เรียกันว่า Plank Road เพื่อให้ชาวนา ชาวสวนเช่าใช้ขนสินค้าออกจากสวน แต่แล้วธุรกิจนี้ก็พังไม่เป็นท่า เพราะผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาด ถนนส่วนใหญ่จึงลงทุนโดยรัฐ ผู้เขียนเชื่อว่า อีกไม่นานธุรกิจโทรคม คงจะกลายเป็นสาธารณะเมื่อวันที่มันไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เป็นกอบเป็นกำ หรืออาจกลายเป็นบริการเสริมสำหรับธุรกิจอื่น ๆ เหมือนกับเราไม่ต้องเสียเงินใช้ห้องน้ำในห้างสรรพสินค้า
ลดอำนาจ กระจายอำนาจลง ทุกวันนี้ ขนาดของรัฐบาลไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป ทุก ๆ ประเทศจึงมุ่งที่จะลดขนาดของรัฐบาลลง และกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อลดแรงเสียดทานจากการแข่งขันของกลุ่มต่าง ๆ และมีประสิทธิภาพในการต่อกรกับธุรกิจประจำถิ่นได้ง่ายขึ้น หากเปรียบแล้ว ก็เหมือนกับเล่นเกมหนูจับแมว คือทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องเจรจากับรัฐบาลท้องถิ่นย่อย ๆ เป็นจำนวนมาก แทนที่จะให้ธุรกิจขนาดใหญ่มามีบทบาทในการกำกับรัฐบาล ลองคิดดูว่า หากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จะบีบรัฐบาลไทยให้เอื้อสิทธิประโยชน์ให้ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับรัฐบาลไทย โดยให้รัฐบาลที่ห้างต่างชาตินั้นสังกัดใช้อิทธิพลระหว่างรัฐกับประเทศไทย แต่หากเรามีกฏหมายว่า การอนุญาตต้องขึ้นกับประชาชนในท้องถิ่น ก็เท่ากับว่า ห้างสรรพสินค้าจะต้องไปทำกิจกรรมมวลชน เจรจากับหน่วยงานท้องถิ่นทุกครั้งที่จะไปเปิดสาขา ซึ่งจะเป็นผลดีที่ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และร้านค้าท้องถิ่นก็ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเหมือนทุกวันนี้
สำหรับกลุ่มอำนาจอื่น ๆ ที่จะเจรจาต่อรอง ถ่วงดุลย์อำนาจกับรัฐ จึงมักจะเป็นไปในรูปของ
การให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยแก้ปัญหาสังคม เช่น การช่วยจ้างงาน การช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
การเสนอมอบปัญญาให้กับรัฐ โดยเป็นไปในทิศทางที่กลับกันกับในอดีตที่รัฐเป็นผู้พัฒนา สร้าง วิจัย ค้นคว้า แต่ทุกวันนี้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มักเกิดจากภาคธุรกิจมากกว่า รัฐจึงกลายเป็นผู้ตามที่กระหายอยากจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ผู้เขียนเคยติดต่อกับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญา ปรากฏว่าหน่วยงานนั้นมีข้อมูล และองค์ความรู้น้อยกว่าภาคธุรกิจด้วยซ้ำ ลงเอยต้องไปให้ความรู้กับหน่วยงานแห่งนั้น เพื่อให้เขารู้พอที่จะมาช่วยกำหนดกติกาให้เราเล่น (ฮา.. ฟังดูน่าขันพิกล เหมือนกับไปบอกกับผีว่ามาช่วยหลอกเราหน่อย..)
เป็นหุ้นส่วนช่วยลงทุนให้ เราคงได้เห็นรูปแบบที่ธุรกิจเสนอตัวเข้าไปทำธุรกิจกับรัฐในรูปแบบของ build and transfer ในรูปที่ธุรกิจได้ผลประโยชน์ในระยะเวลาหนึ่ง แลกกับสิทธิตามกฏหมายที่มีอยู่ของรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อรัฐหย่อนอำนาจลง และบางแห่งไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ทำให้ไม่สามารถหารายได้มากพอที่จะพัฒนาสาธารณะประโยชน์เพื่อให้คู่ค้าอย่างประชาชนรัก มีตัวอย่างประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออก ขายถนนสายหนึ่งให้ใครก็ได้ที่อยากจะตั้งชื่อถนนเป็นบล๊อก ๆ เป็นชื่อสกุลของตนเอง ปรากฏว่าขายดีได้รับการจับจองจนหมดในเวลาอันรวดเร็ว
องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่:
ธุรกิจขนาดใหญ่ข้ามชาติ ถือเป็นกลุ่มอำนาจกลุ่มที่สอง ที่อุบัติขึ้นหลังจากการก่อตั้งอำนาจรัฐ มีขนาดใหญ่กว่าประเทศขนาดกลางหลาย ๆ ประเทศด้วยซ้ำ หน่วยงานเหล่านี้จึงมีอำนาจต่อรอง กำหนดกติกาในการแข่งขันที่ทำให้ตนได้เปรียบ หากรัฐกีดกันบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นประเด็นโต้แย้งได้ง่าย ๆ แต่ถ้าบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ มีข้อขัดแย้งกับประชาชน กลับกลายเป็นว่า บริษัทเหล่านี้ ไม่กล้าใช้อิทธิพลบีบได้ง่าย ๆ ดังนั้น บทบาทใหม่ขององค์กรขนาดใหญ่ จึงปรับตัวไปเป็น..
ทำตัวเหมือนรัฐในสมัยก่อน ด้วยการทำตัวเป็นประชาชนที่ดีในการพัฒนาสังคมที่อยู่ เพิ่มการจ้างงาน ให้ความช่วยเหลือกิจกรรมในสังคมยามจำเป็น แม้แต่ให้ทุนการศึกษาแก่คนในสังคม หรือทำงานวิจัยอย่างไมโครซอฟต์ ที่มีงบประมาณปีละเป็นแสนล้าน หลาย ๆ หน่วยงานก็สมัครใจนำเอาระบบธรรมาภิบาลมากำกับการดำเนินงาน เรียกว่าด่าตัวเอง ก่อนจะถูกคนอื่นด่า
ควบกิจกรรมคู่แข่ง: เป็นธรรมชาติขององค์กรขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วพอ ดังนั้นองค์กรขนาดใหญ่จึงไม่ใช่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นองค์กรขนาดเล็ก ที่เมื่อองค์กรขนาดเล็กที่นำการเปลี่ยนแปลงในสาขาใดสาขาหนึ่ง เติบใหญ่จนส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วอุตสาหกรรม เมื่อนั้น องค์กรขนาดใหญ่ ก็จะเข้ามาควบกิจกรรม เพื่อต่อยอดโอกาสใหม่ หรือไม่ก็เป็นการฆ่าโอกาสใหม่ หลาย ๆ ครั้งที่การควบกิจกรรมดำเนินไปเพื่อกำจัดคู่แข่งในอนาคต เช่น ไอสครีมวอลล์ในเมืองไทย ครั้งหนึ่งได้ซื้อยักษ์ใหญ่อย่างฟอร์โมส แล้วตลาดไทยก็ไม่ได้เห็นไอสครีมฟอร์โมสอีกเลย
นอกจากการควบกิจกรรมขนาดเล็กแล้ว กิจกรรมขนาดใหญ่ ยังรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐหรือผู้บริโภค
สร้างจักรวาลของตนเองขึ้นมา: กิจกรรมที่ต้านแรงเปลี่ยนแปลงได้ แม้มีขนาดใหญ่ มักจะเป็นกิจกรรมที่ควบรวมธุรกิจใกล้เคียงเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของตนเอง เช่นรถยนต์ฟอร์ด โตโยต้า ที่ทำกำไรจากการให้บริการทางการเงิน (กู้ยืมแก่ผู้ซื้อ) แข่งกับธนาคาร และมีกำไรงดงามเสียด้วย บริษัทจีอี ที่ทุกวันนี้ยังบอกไม่ถูกว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจอะไร เพราะทำไปหมดทุกเรื่อง
อีกรุปแบบหนึ่งของการสร้างจักรวาล คือการจับกลุ่มคาร์เทลเข้าด้วยกันเช่นกลุ่มธุรกิจแถบแคว้นบ๊าสค์ของสเปน หรือกลุ่มผู้ผลิตไวน์ในฝรั่งเศสที่จับกลุ่มกันกีดกันประเทศผู้ผลิตไวน์รายใหม่อย่างเปรู ชิลี ออสเตรเลีย
ในอีกด้านหนึ่งของกลุ่มอื่น ๆ ที่จะคานอำนาจกับกลุ่มอำนาจกลุ่มนี้ มักจะออกมาในรูปแบบของ
การตรวจสอบเรื่องความชอบธรรม ความเป็นพลเมืองดี: ไม่ว่ากลุ่มอำนาจจากรัฐ NGO หรือแม้แต่ภาคประชาชน มักจะปะทะกับกลุ่มอำนาจธุรกิจด้วยการขู่เรื่องการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานว่าถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ เช่น การตรวจสอบการใช้แรงงานเด็กของผู้ผลิตรองเท้าไนกี้ในประเทศโลกที่สาม หรืออย่างเรื่องการจ้างแรงงานอพยพผิดกฏหมายของห้างวอลท์มาร์ทเป็นต้น
การต่อต้านสินค้า/บริการ: สินค้าจีเอ็มโอเป็นกลุ่มที่ถูกต่อต้านมากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีบทสรุปว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอะไรในระยะยาว แม๊คโดนัลด์เป็นสินค้าเป้าหมายอีกยี่ห้อที่ถูกต่อต้านหรือบอยคอตบ่อย ๆ
สร้างแล้วขาย: สำหรับกิจการขนาดเล็ก หากกลัวอำนาจของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ก็ต้องเตรียมแผนการขายให้กับบริษัทใหญ่เลยทำนองขายเหมาโหล ดีกว่าไปต่อสู้กับองค์กรที่มีทรัพยกรมากกว่า บางครั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ๆ ก็แกล้งขาดทุน เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง แต่สำหรับธุรกิจเล็ก ๆ แล้วขาดทุนไม่ได้เลย เพราะนั่นคือความเป็นความตาย
เข้าไปเป็นบริวาร: ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะขายได้ หากธุรกิจที่เราดำเนินอยู่เป็นพวกธุรกิจเสริม ก็เข้าไปร่วมใต้ชายคาเลย เหมือนผู้รับเหมาที่ไปรับเหมาติดตั้งเสาโทรศัพท์ เสาโทรทัศน์ให้กับบริษัทให้บริการโทรศัพท์ หรือโทรทัศน์เคเบิ้ล เป็นต้น
รวมกลุ่มพวกย่อย ๆ เข้าด้วยกัน: ถึงแม้ว่าในโลกธุรกิจจะอยู่ที่การแข่งขัน แต่บางครั้ง การรวมพวกเข้าด้วยกัน ก็ทำให้มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มอื่น ๆ ได้มากกว่า ดีกว่าจะมามุ่งแข่งกันเองถ่ายเดียว เราจึงเห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีต คือร้านค้ายี่ปั๊วรวมกันต่อต้านห้างค้าปลีกต่างชาติ เพราะมีศัตรูร่วมกัน จึงตีศัตรูก่อนที่จะมาตีกันเอง
องค์กรการกุศล:
ในอดีตกลุ่มที่สร้างงานให้กับประชาชน คือรัฐบาลและบริษัทเอกชน แต่ปัจจุบันนี้ องค์กรการกุศล กลับเป็นกลุ่มที่สร้างงานได้มากกว่า แถมยังเป็นภาคที่ดูดทรัพย์แรงงานในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนที่ตกงาน ไม่มีงานทำ ไม่มีใครเลี้ยง หนีไปบวชพระก็เข้าข่ายนี้เหมือนกัน ในหลาย ๆ ประเทศกลุ่มนี้มีสินทรัพย์มากกว่าภาคราชการและธุรกิจเสียอีก และเป็นกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์พิเศษในสังคมก็ว่าได้ ด้วยการได้รับการยกเว้นภาษีจากรัฐ และมีการจัดการของตนเองที่คนภายนอกเข้าไปมีอิทธิพลโดยตรงไม่ได้ แต่นั่นก็ต้องได้มาด้วยการแลกกับการทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมโดยไม่มีเป้าหมายในด้านผลตอบแทนทางธุรกิจเป็นหลักเหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ กลุ่มนี้มีทั้งกลุ่มด้านศาสนา กลุ่ม NGO ต่าง ๆ กลุ่มบำเพ็ญประโยชน์ให้กับประชาชน แม้แต่กลุ่มชมรมผู้ปกครองของโรงเรียนต่าง ๆ มูลนิธิที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานโรงพยาบาลของรัฐ(โรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินให้ หลาย ๆ แห่งดำรงอยู่ได้ โดยที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริง ก็ได้เงินจากมูลนิธิมาช่วยสนับสนุน) ฌาปนกิจสถาน
บทบาทของกลุ่มองค์กรเพื่อการกุศลแรกเริ่มมักจะจำกัดแค่กิจกรรมทางศาสนา แต่ปัจจุบันนี้ องค์กรการกุศลได้ขยายครอบคลุมเข้าไปในกิจกรรมแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสุสาน โรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย องค์กรเพื่อผู้บริโภค เด็ก สตรี ฯ ล ฯ อำนาจการต่อรองของกลุ่มนี้จึงทวีบทบาทมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะมีสถานะความเป็นสถาบันพอ ๆ กับกลุ่มอำนาจรัฐ ในหลาย ๆ กรณีมีมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความเป็นรัฐบาลยังขึ้นกับพรรค ขึ้นกับหมู่คณะ ตัวบุคคล แต่ความเป็นตัวตนของหน่วยงานด้านการกุศล เราไม่สามารถระบุความเป็นบุคคลได้ชัดเท่า จึงทำให้กลุ่มอำนาจนี้ คงความศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นเหมือนกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็ตาม
อำนาจของกลุ่มนี้จึงเป็นไปในแนวของ..
เป็นศาลาพักใจ: ของทั้งผู้ที่ตกยาก และผู้ที่ตกตำแหน่งทางสังคม ผู้มีชื่อเสียงหลาย ๆ คน เมื่อหมดอำนาจวาสนาจากหน่วยงานของตน จึงมักแสวงหาสถานะทางสังคมผ่านการไปช่วยงานให้กับองค์กรการกุศล แถมยังเป็นที่ฟอกตัวให้ขาวสะอาดกลายเป็นคนดีได้อีก คนดัง ๆ ในโลก จึงนิยมเข้าไปฟอกตัว มีส่วนช่วยเหลือหน่วยงานเพื่อการกุศล ถึงแม้ว่าจะเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์แฝงก็ตาม ก็ถือว่ายอมกันได้ เพราะสาธารณชนก็ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน เหมือนอย่างดาราดังในฮอลลีวู๊ด มหาเศรษฐี นักร้อง ล้วนจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานด้านการกุศลทั้งสิ้น เรียกได้ว่ายิ่งทำ ยิ่งดัง และยิ่งรวย
หาเป้าหมายศัตรูด้วยการอ้างว่าปกป้องผลประโยชน์ของมวลชน: การแข่งขัน การสงคราม ต้องมีคู่ต่อสู้ หากสู้กับคนที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร เหมือนกับเหตุการณ์สามจังหวัดภาคใต้ของไทย ที่จนทุกวันนี้ เรายังไม่รู้ว่าสู้กับใคร จึงทำให้แก้ปัญหาให้ถูกจุดได้ลำบาก
สำหรับกลุ่ม NGO ต่าง ๆ แล้ว
เข้าไปมีบทบาทในเชิงกฏหมาย หรือ เชิงกฏเกณฑ์ทางสังคม: การออกกฏหมายใหม่ หรือแม้แต่การทำธุรกิจใหม่ ๆ จึงละเลยที่จะให้ NGO เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ มิฉะนั้น จะเกิดการต่อต้านตามมาไม่รู้จบ
ถึงแม้ว่าหน่วยงานด้านการกุศล จะมีคุณาประการให้กับสังคม ก็ย่อมหลีกเลี่ยง ความโลภ ของคนที่เข้าไปพึ่งพาอำนาจนี้ไม่ได้ ดังนั้น การคานอำนาจจึงเป็นสิ่งจำเป็น..
การสร้างมวลชนสัมพันธุ์ต่อต้าน: เป้าหมายของกลุ่ม NGO คือการหาเป้าหมายศัตรูที่ชัดเจน ซึ่งมักหนีไม่พ้นรัฐ และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ แต่ทุกวันนี้ กลุ่มอำนาจสองกลุ่มแรก มักจะปล่อยให้เรื่องใกล้จบแล้วค่อยประกาศให้สาธารณชนรู้ จึงหลีกเลี่ยงการต่อต้านไม่ได้ ทางที่ดี กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หรือหน่วยงานรัฐที่จะเป็นเป้าหมายต่อต้านของ NGO น่าจะสร้างชุมชนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นขั้นเป็นตอนก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ เช่น ก่อนการสร้างโรงไฟฟ้า ก็ต้องค่อย ๆ ให้การศึกษากับชุมชนไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจได้ระดับหนึ่งและมีมวลชนสนับสนุนแล้ว ยิ่งทำให้ชุมชนเป็นผู้เห็นความสำคัญและเรียกร้องเองยิ่งดีใหญ่ ถึงตอนนั้น ค่อยเข้าไปดำเนินการสร้าง ก็จะหลีกเลี่ยงการประท้วง หาก NGO ไม่มีมวลชนสนับสนุนมากพอ ก็ไม่สามารถหาแนวร่วมต่อต้านได้เช่นกัน
กระบวนการตรวจสอบการทำงาน: ไม่ว่าวัด โบสถ์ องค์กรมูลนิธิ มักจะไม่ค่อยมีหน่วยงานที่ได้มาตรฐานเข้าไปตรวจสอบเหมือนในบางประเทศ ที่มีการจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีระดับสากลเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงาน การคานอำนาจกับกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มนี้ จึงควรจะมีคนในชุมชนเข้าไปเป็นกรรมการร่วมด้วย
เสนอโครงการเชิงรุก: ส่วนมากโครงการต่าง ๆ ที่ NGO ต่าง ๆ มาเสนอให้ มักจะเป็นโครงการที่เขาเขียนเอง ว่าเองเป็นหลัก ถึงแม้ว่าเป้าใหญ่ใจความจะตรงกับความต้องการ แต่ในรายละเอียดปลีกย่อย ก็ไม่ตรงเสียเท่าไร หากกลุ่มอื่น ๆ จะคานอำนาจ ก็ต้องเสนอโครงการเชิงรุก ก่อนที่จะปล่อยให้ NGO เข้ามา
ปัจเจกชน:
กลุ่มนี้ในอดีตไม่เคยถือว่าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจ และมักจะตกเป็นเบี้ยล่างของกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น ๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสังคมที่รวดเร็ว รุนแรง เฉียบขาดในประวัติศาสตร์ของชาติต่าง ๆ ที่ผ่านมา กลับมาจากการรวมพลังของกลุ่มนี้ ที่มักจะมีการรวมพลังเป็นการเฉพาะกิจ มีเป้าหมายหลัก ๆ ไม่กี่ประการ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ก็แยกย้ายกันไป ไม่มีกาวเชื่อมโยงให้กลุ่มเฉพาะกาลนี้คงอยู่ยืนยาวต่อไป หากมองในแง่ความโลภต่ออำนาจแล้ว กลุ่มนี้มีน้อยที่สุด เมื่อจบแล้ว ก็ละจากกันไป ไม่มีการสร้างเงื่อนไขเพื่อยึดอำนาจต่อไป
แต่โลกยุคใหม่ ที่เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ได้ทำให้เกมแห่งดุลย์อำนาจเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่ง อาจจะกลายเป็นผู้ล้มยักษ์ได้ และยังเป็นปฐมบทของการกลายร่างไปเป็นกลุ่มอำนาจ NGO หากกลุ่มนี้รวมพลังกับกลุ่มไดก็ตาม ก็จะเป็นขั้วที่ทรงอิทธิพลที่สุด อำนาจต่อรองของกลุ่มอำนาจใหม่นี้ มักจะมาในรูปแบบต่าง ๆ กันทำนองนี้..
อ้างสิทธิตามกฏหมาย ตามรัฐธรรมนูญ: การเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ได้ให้บทเรียนว่า การปกป้องคุ้มครองปัจเจกชนอย่างเป็นรูปธรรม ต้องมีการบันทึกไว้ในกฏหมายหลัก อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ใครจะละเมิดก็ไม่ได้ ผู้กระทำความผิดหลาย ๆ กรณี จึงใช้เครื่องมือนี้ในการหนีการจับกุมไปได้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้พิทักษ์กฏหมายก็รู้อยู่เต็มใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะขัดกับหลักข้อนี้
อ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม: หากปัจเจกชนหลาย ๆ คนมีปัญหาร่วมกัน และรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนไปต่อรองกับกลุ่มอำนาจอื่น ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องทรงพลังดังคำพูดที่ว่า น้ำผึ้งหยดเดียว หมายถึงคน ๆ เดียว แต่เป็นแม่เหล็กดึงให้คนเข้ามาร่วมขบวนการ หลาย ๆ ครั้ง คนที่เข้ามาร่วมด้วย ไม่ได้มีปัญหาร่วมแต่อย่างไร แต่กลายเป็นเห็นใจ เลยเข้ามาร่วมด้วย
ทำให้เรื่องราวของตนกลายเป็นประเด็นสาธารณะผ่านสื่อที่เข้าถึงได้ง่าย: คนธรรมดาสามัญอาจกลายเป็นวีรบุรุษได้เพียงข้ามคืน หากเรื่องราวของเขาได้รับการกระพือจากสื่อสารมวลชน กลายเป็นแม่เหล็กเสริมกันไป
การเข้าไปสมัครสมาชิกในเวปบอร์ดและกลุ่มสนทนาต่าง ๆ: ในภาวะเวลาฉุกเฉิน หากจะขอให้สังคมช่วย เราต้องเป็นสมาชิกที่คนเขาคุ้นเคย หรือรู้หัวนอนปลายเท้าก่อน ก็จะช่วยทำให้ระดมสาธารณะมาเป็นไม้กันหมาให้ได้ เหมือนกรณีนักวิทยาศาสตร์ของไมโครซอฟต์ชื่อ จิม เกรย์ที่หายไปในราวเดือนมกราคมปี 2550 จนนำไปสู่ความร่วมมือของนักธุรกิจ และนักวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมากที่ช่วยกันสละทุนทรัพย์เพื่อค้นหาเขา ทั้ง ๆ คนเหล่านั้นไม่ได้รู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว และเขาเองก็ไม่ได้นักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่มีแนวร่วมแต่อย่างไร แต่เพราะชุมชนที่เขาสังกัดอยู่ต่างหากที่ได้ออกมาทำสิ่งเหลือเชื่อนี้จนกลายเป็นการค้นหาบุคคลธรรมดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใช้ทุนทรัพย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์
การคานอำนาจกับปัจเจกชน ถือว่าไม่ยากเท่าไร ..
มีความเป็นธรรม: ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนว่า หากไม่เกิดความเป็นธรรมขึ้น ประชาชนก็จะไม่รักผู้ปกครอง หรือกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น ๆ ดังนั้น ทุกกลุ่มอำนาจที่จะใช้อำนาจใด ๆ ก็ควรจะคิดถึงความเป็นธรรม เพราะเมื่อคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้เพียงคนเดียว ก็อาจจะก่อให้เกิดหายนะได้ เช่น การที่ชาวอาหรับบางคนยอมพลีชีพระเบิดที่ก่อให้เกิดผลตามมาอย่างมหาศาลอย่างเหตุการณ์ในโลกปัจจุบันนี้ นักการเมืองที่แผ่นเสียงตกร่อง อ้างเรื่อง ชาติ จะกลายเป็นคนหลงชาติ เพราะตามหลักการปกครองสมัยใหม่ ต้องมีประชาชน ถึงจะมีชาติ และชาติก็มาทีหลัง หากอ้างบ่อย ๆ แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อย่างที่อ้างอย่างเป็นรูปธรรม ในที่สุดประชาชนนี่แหละจะลุกฮือขึ้นมา
อย่าปล่อยให้ผลประโยชน์ที่เสียไปสูงกว่าต้นทุนการเรียกร้อง: หากเราซื้อสบู่ก้อนหนึ่งแล้วไม่ดี เราก็คงไม่ไปเรียกร้องให้เสียเวลา แต่เมื่อไรที่ทรัพย์สินของเราทั้งหมดที่หามาได้ตลอดชีวิตหมดไปกับสินค้าชิ้นหนึ่งอย่างบ้าน หรือรถยนต์ ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เมื่อนั้น เราก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้ตายเหมือนกับหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ เช่ย กรณียายไฮแห่งเขื่อนปากมูลที่ต่อสู้เรื่องความไม่เป็นทำในที่ดินทำกินมากว่า 27 ปีจนชนะ หรือกรณีคุณรัตนากับบ้านสีดำที่เธอต่อสู้กับสิทธิที่เธอควรจะได้มาเป็นสิบ ๆ ปี เช่นกัน จนได้รับชัยชนะในที่สุด
มีการรับมือบ้างพอประมาณ: หน่วยงานรัฐบาล และ บริษัทส่วนใหญ่ในบ้านเรา เท่าที่ประสบอยู่ มักจะประเมินประชาชนผู้บริโภคต่ำเกินไป โดยละเลยการร้องเรียน ความจริง หากมีการรับมือบ้าง เรื่องร้าย ๆ หลาย ๆ เรื่องก็คงไม่เกิดขึ้น เช่น หากโรงพยาบาลไม่บอกปัดรับคนไข้อาการหนัก เพียงเพราะตัวเองกำลังยุ่งอยู่ ก็คงไม่เกิดเรื่องร้องเรียนจนเป็นเรื่องใหญ่โตในสื่อ
โลกของ โลภ ก็คือเรื่องของการเข้าใจถึงอำนาจ ความต้องการของทั้งสี่กลุ่มนี้เป็นหลัก ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของเทคนิคเฉพาะเรื่องไป
"Please contact bananaclick@gmail.com for quotation."